จอมคนแผ่นดินเดือด

posted on 13 Dec 2012 14:56 by fongfei directory Fiction, Asian
 
นิยายจีน 
จอมคนแผ่นดินเดือด
(ตำนานเขตแดนร้าง)
 
 
 
 
เป็นอีกเรื่องของหวงอี้ที่ซื้อตั้งแต่ออกใหม่ ๆ แต่ไม่ได้อ่านเลย    ซื้อแล้วเก็บไว้ให้ฝุ่นเกาะเล่นพลาสติกยังไม่ยอมแกะ    อีกเรื่องคือ "เทพมารสะท้านภพ"   เทพมารฯ นี่อ่านได้แค่ 2-3 เล่มก็เลิกอ่าน    หญิงเยอะเกินจะรับได้ Foot in mouth
 
 
จอมคนฯ นี้ที่ซื้อแล้วไม่ได้แกะอ่านเพราะอ่านไป 3-4 เล่มแล้วรู้สึกมันไม่ใช่แนว      จำได้ลางเลือนว่าเลิกอ่านทันทีที่เอี้ยนเฟยมันโทรจิตสื่อสารกับจี้เชียนเชียน    แบบว่ามันเว่อร์ไปมั้ยยะ !  เลยเก็บเข้ากรุแถมจากนั้นก็มักมีคนวิจารณ์ว่าเรื่องน่าเบื่อ   ไม่สนุก   ยืดเยื้อ   อ่านแค่ตอนต้นกับตอนจบก็พอแล้ว    เลยลืมเรื่องนี้ไปจากใจ
 
 
ผ่านมาหลายปีไม่รู้นึกไงหยิบมาอ่านอีกสักครั้ง   คราวนี้อ่านแบบจริงจังตัดอคติทิ้งไปซะ   ปรากฏว่าแม่เจ้า ! สนุกมากกกกกกค่ะ     แม้จะสงครามเยอะแต่สนุกจริง ๆ   ส่วนหนึ่งอาจเพราะโตขึ้นได้อ่านนิยายหลายแนวมากขึ้นทำให้เลิกอคติกับนิยายแนวสงคราม    
 
 
 
ตัวละครหลักของเรื่องมีหลายคนตามสไตล์หวงอี้เป๊ะ 
 
เอี้ยนเฟย/ทัวปาฮั่น  -  ลูกครึ่งฮั่นกับเผ่าเซียนเป่ยตระกูลทัวปา   เพราะอกหักเลยใช้ชีวิตแบบผ่านไปวัน ๆ  แต่ดันเป็นพระเอกเลยตกเขาเจอคัมภีร์    ได้รับยาวิเศษฟื้นพลัง   จนฝึกวิชากลายเป็นมนุษย์เซียนมีเทเลจิตไว้คอยสื่อสารกับอินังนางเอก  (เกลียดมัน)   และกลายเป็นพวกอมตะฆ่าไม่ตาย
 
 
ทัวปากุย - เพื่อนตั้งแต่เด็กของเอี้ยนเฟย     ในชีวิตมุ่งมั่นอย่างเดียวคือสร้างประเทศของตัวเองให้จงได้    แล้วก็ทำสำเร็จเพราะได้ก่อตั้งอาณาจักรเป่ยเว่ย
 
 
หลิวอวี้ - อีตานี่มาแนวโค่วจงเป๊ะ     พื้นฐานเกิดจากตระกูลลูกชาวนา   ไต่เต้าขึ้นมาจนเป็นทหารสอดแนม    ได้รับการปูพื้นฐานและฝากฝังจากเซี่ยเสียนและเซี่ยอานผู้สูงศักดิ์แห่งเมืองหลวง    ตอนหลังก็ได้กลายเป็นฮ่องเต้อาณาจักรหลิวซ่ง
 
 
สั้งหวี่เถียน - ศิษย์ทายาทสำนักอธรรม   เนื่องจากฝึกแนววิชายืดอายุจึงต้องรักษาพรหมจรรย์ไว้ทำให้แก่ช้า   แม้จะเริ่มต้นด้วยการโดยสั่งให้ลอบฆ่าเอี้ยนเฟย     แต่กลับเข้าพวกกับเอี้ยนเฟยแทน
 
 
ซุนเอิน - ปรมาจารย์วิชาบู้ที่ใฝ่ฝันการเป็นเซียน     คอยท้าสู้กับเอี้ยนเฟยเพราะอยากรับรู้ถึงประตูทิพย์    และตอนหลังก็ได้ผ่านประตูทิพย์เพราะเอี้ยนเฟย
 
 
 
เนื้อเรื่องครึ่งแรกจะเป็นการสู้รบเพื่อปกป้องเมืองเปียนฮวน    เมืองที่อยู่ระหว่างแผ่นดินเหนือ/ใต้   ศูนย์กลางการค้าที่รุ่งเรือง     ซึ่งเหล่าพ่อค้าที่คุมศูนย์กลางของเมืองก็ร่วมมือกันปกป้องเมือง    แม้จะดูเหมือนเครียดแต่พ่อค้าแต่ละคนฮา ๆ ทั้งนั้น   ยิ่งเวลาอยู่รวมกันนี่เฮฮาปาร์ตี้มากจนลืมไปเลยว่ากำลังทำสงคราม   อ่านไปก็หัวเราะคิกคักไป   
 
 
ส่วนครึ่งหลังนี่จะเครียดของจริงเพราะเป็นการต่อสู้เพื่อการช่วงชิงแผ่นดินของหลิวอี้กับทัวปากุย    โดยมีเอี้ยนเฟยเป็นตัวเชื่อม      จุดที่สนุกคือการปรากฏตัวของสั้งหวี่เถียน  กับ มู่ชิงหลิวทายาทสำนักกุสุมาลย์  (นิสัยเหมือนคุณชายมากรักเวอร์ชั่นผู้ใหญ่ขึ้นมาหน่อย)   และระหว่างเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบก็เป็นการเล่าเรื่องของเอี้ยนเฟยที่เริ่มจากมีวิทยายุทธ์ธรรมดาจนกลายเป็นคนกึ่งเซียนสามารถตายแล้วฟื้นและเปิดประตูสู่อวกาศได้    (ถ้ามียานอวกาสนี่คงบินไปแล้ว)
 
 
เรื่องโดยรวมแม้จะไม่สนุกเท่าเจาะเวลาหาจิ๋นซี  กับ  มังกรคู่ฯ   แต่ก็ไม่ได้น่าเบื่อตามที่คนวิจารณ์ไว้ซักนิด     ทำให้เริ่มตาสว่างว่า    "ถ้ารักจะอ่านก็อย่าสนคำวิจารณ์"    เพราะรสนิยมและความสนุกของเรา   เป็นของเราไม่ควรไปฝากไว้กับคำคนอื่นนะคะ      คำวิจารณ์เป็นเพียงไกด์ไลน์เท่านั้น    ถึงที่สุดคนที่จะบอกได้ว่าชอบหรือไม่ก็คือตัวเราเอง
 
 
 
 
 
 
หลังจากอ่านจบก็นึกถึงหนังเรื่อง   "นางพญาเหนือมังกร"   ที่เป็นเรื่องราวในสมัยรุ่นหลานของทัวปากุยที่ได้รวมแผ่นดินทางเหนือสร้างเป็นอาณาจักรเป่ยเว่ย    ช่วงเวลาเดียวกับฮัวมู่หลาน   ถ้าใครไม่เคยดูแนะนำเลยค่ะว่าสนุกมาก    ดูแล้วรับรองไม่เสียดายเวลาแน่นอน 
 
 
...........................................................
 
 
ปล.  เรื่องนี้นอกจากเหล่าตัวเอกหล่อ ๆ แล้วอีกคนที่พู่ชอบมากคือ  จั่วขวงเซิง   หนึ่งในพ่อค้าเมืองเปียนฮวนที่ชอบบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและเปิดโรงเล่าเรื่องราวเก็บเงินคนเข้ามาฟังเรื่องที่เขาเขียนเสริมแต่งจากเหตุการณ์จริง     ให้ความรู้สึกเหมือนเจ้าของโรงมหรสพดี ๆ นี่เอง       

 
ที่ชอบตัวละครนี้ไม่ใช่แค่เป็นตัวละครที่น่าสนุกสนาน     แต่ชอบความคิดของเขาที่บอกว่าจะเก็บเรื่องราวเหล่านี้เดินทางไปทั่วดินแดน    ไปยังหมู่บ้านชนบทห่างไกลเล่าเรื่องราวตำนานวีรบุรุษ    ปาฎิหารย์  และความรักเพื่อเป็นการเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความนึกคิด    เปิดจินตนาการของเด็ก ๆ  และปลุกจิตสำนึกในการรักชาติ   เพาะความใฝ่ฝันที่อยากโจนทะยานสู่โลกที่กว้างใหญ่        ถึงแม้สิ่งที่เขาเล่าจะกลายเป็นเพียงนิทาน  หรือตำนานในสายคนคนรุ่นหลังซึ่งไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริงก็ตาม    
 
 
เปรียบได้กับนิทานโบราณที่ถูกสืบทอดต่อกันมาจนถึงรุ่นของเรา     ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของพญานาค     ดินแดนหิมพานต์    ตำนานอาณาจักรโบราณที่ล่มสลาย ฯลฯ     โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่เล่านั้นเ็ป็นเรื่องจริง   หรือแค่เรื่องแต่ง     แต่มันกลับถูกส่งต่อข้ามยุคข้ามสมัยมานับร้อยนับพันปี     สามารถรับฟังได้โดยไม่รู้เบื่อ      แล้วทำให้เกิดความรู้สึกว่าในโลกปัจจุบันของเรา   "ขาดสิ่งเติมแต้มจินตนาการ"  เหล่านี้ไป       ปัจจุบันแทบจะหาสิ่งที่จะสามารถ   "สืบทอดเรื่องราวต่อไปยังอนาคต"   ไม่เจอแล้ว     มีแต่อะไรที่ฉาบฉวย    เกิดมาไม่ทันไรก็ดับไป  
 
 
และีมีคนจำนวนไม่น้อยที่มองเรื่องราวเหล่านั้นว่างมงาย  คร่ำครึ   ไร้สาระ    พู่ว่ามันคนที่คิดแบบนี้ค่อนข้างเป็นคนที่ขาดความละเอียดอ่อนในจิตใจนะไม่ก็ยึดติด (เีครียด) กับความเป็นจริงมากเกินไป     เพราะเรื่องเล่าตำนานไม่จำเป็นต้องไปยึดถือเป็นจริงเป็นจังขนาดนั้น    แต่เป็นการรับรู้เพื่อให้เห็นถึงแก่นรากวัฒนธรรมของเราว่าสืบทอดมายังไง   
 

 
ขนาดนิทานพื้นบ้านเราที่ถูกเล่าต่อกันมา    ปัจจุบันก็แทบไม่มีแม่คนไหนให้ลูกอ่านนิทานพวกนี้แล้ว    จะเจอแต่นิทานลูกหมีน้อย   กระต่ายน้อย   ช้างน้อย ฯลฯ     ไม่รู้ต่อในอีกสัก 10-20 ปีจะยังมีเด็กรุ่นหลังจดจำหรือรู้จักนิทานพื้นบ้านได้สักกี่เรื่อง    ................... 
 
 
 
 
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

เขียนได้ดีมากครับ

#2 By Eignaja (182.255.9.60) on 2015-12-02 10:32

#1 By (49.230.175.125|49.230.175.125) on 2015-01-28 18:09